วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2552

iMeem

iMeem เว็บสตรีมเพลง-วีดีโอดังเตรียมเก็บเงินผู้ใช้งาน

เว็บ Social Networking อย่าง iMeem เคยเป็นเว็บที่ผู้ใช้สามารถอัพโหลดข้อมูลต่าง ๆ ฟรี จากการที่มีโฆษณาในเว็บมาคอยสนับสนุน แต่ตอนนี้ iMeem จะเริ่มคิดเงินผู้ใช้ที่อัพโหลดเพลงและวีดีโอแล้ว ด้วยราคาต่อไปนี้ต่อปี:

  • ฟรี - สามารถอัพโหลดได้ 100 คลิปเสียงและ 10 คลิปวีดีโอ
  • $9.99 - สามารถอัพโหลดได้ 1,000 คลิปเสียงและ 100 คลิปวีดีโอ
  • $29.99 - สำหรับผู้ที่จะอัพโหลดมากกว่า 1,000 คลิปเสียงและ 100 คลิปวีดีโอ
  • $100 - สามารถอัพโหลดได้สูงสุดถึง 20,000 คลิปเสียงและ 500 คลิปวีดีโอ

สำหรับการอัพโหลดรูป iMeem จะยังไม่มีการคิดค่าบริการแต่อย่างใด

ทาง PR ของ iMeem เองได้บอกว่าบริษัทพยายามจะหารายได้เข้าบริษัทไปพร้อม ๆ กับทำให้เว็บดีขึ้นสำหรับผู้ใช้ ทาง C|net ได้ออกมาตีความให้ง่าย ๆ ว่าถึงเวลาหาเงินแล้ว

ดูเหมือนยุคเศรษฐกิจนี้จะมีผลมากพอสมควร สำหรับผู้ให้บริการต่าง ๆ ที่ฟรีแต่มีต้นทุน ก่อนหน้านี้ Pandora สถานีวิทยุออนไลน์ก็ได้เริ่มยัดโฆษณาเข้ามา เช่นกันกับ iTunes ที่เพลงฮิตเพลงใหม่มีราคาที่สูงขึ้น แม้ว่าเพลงเก่าในฐานข้อมูลเพลงส่วนใหญ่นั้นมีราคาที่ถูกลงก็ตาม

ที่มา - C|net

foosci

พบเชื้ออีโบล่าในฟิลิปปินส์

รัฐบาลฟิลิปินส์ประกาศว่ามีคนหนึ่งคนอย่างน้อยที่ให้ผลบวกต่อการตรวจเชื้อไวรัส Ebola-Reston ซึ่งโรคได้ระบาดและทำลายฟาร์มสุกรไป 2 แห่งในทางเหนือของเมืองหลวง ซึ่งมีความเสี่ยงเล็กน้อยแต่รัฐบาลก็ยังมีความวิตกกังวลว่าโรคจะข้ามมาติดสู่มนุษย์

ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยโลก, องค์การอาหารและเกษตรกรรม, องค์การสุขภาพสัตว์และหน่วยงานสหประชาชาติทั้งหมดได้ลงไปทำการทดสอบภาคสนามเป็นเวลา 10 วันในฟาร์ม 2 แห่งดังกล่าวเป็นเวลากว่าอาทิตย์หลังจากพบเชื้อ Ebola-Reston ในปีที่แล้ว

นี้เป็นครั้งแรกที่ไวรัสนั้นถูกค้นพบนอกจากสัตว์ประเภทลิงและเป็นครั้งแรกที่พบในหมู เชื้อไวรัสนั้นได้ข้ามจากลิงสู่มนุษย์มาแล้วและนี้ก็เป็นกรณีแรกที่เชื้อไวรัสติดจากสุกรสู่มนุษย์ มีคนงาน 50 คนอย่างน้อยในฟาร์ม 2 แห่งที่ได้สัมผัสกับเชื้อไวรัส แต่มีคนงานเพียงคนที่เดียวที่ให้ผลตรวจเชื้อเป็นบวก ซึ่งคนงานดังกล่าวยังไม่มีอาการของโรคใด ๆ

ผู้เชี่ยวชาญมีความวิติกกังวลในการข้ามการติดต่อโรคจากหมูมาสู่มนุษย์ ถ้าสายพันธุ์ของไวรัส Ebola-Reston นั้นยังไม่ใช่สายพันธุ์มรณะเหมือนสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคนี้ ซึ่งสามารถทำให้เกิดไข้เลือดออกที่รักษาไม่ได้และมีอัตราการเสียชีวิตตั้งแต่ 25-90%

การข้ามสายพันธุ์ของการติดเชื้อนั้นเป็นสิ่งที่วิตกกังวลตลอดเวลา ถ้ามันเกิดขึ้นต่อเนื่องไวรัสจะสามารถปรับตัวต่อร่างกายมนุษย์หรืออาจกลายพันธุ์จนสามารถแพร่ระหว่างมนุษย์เองได้ อย่างไรก็ตามกรณีการติดเชื้อไวรัส Ebola Reston ในอดีตนั้นก่อให้เกิดโรคที่ไม่รุนแรง แต่นักวิจัยไม่สามารถแน่ใจได้ว่ามันจะไม่อันตรายต่อมนุษย์ ซึ่งต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งในอดีตมีการติดเชื้อไวรัสนี้เกิดขึ้นในกลุ่มคนจำนวนน้อยเท่านั้น

แต่ไวรัสนี้อาจเพิ่มปริมาณในสุกรและเราอาจมีไวรัสในสิ่งแวดล้อมหนาแน่นขึ้นและอาจมีกรณีการติดเชื้อของมนุษย์เกิดขึ้นเยอะก็เป็นได้

ที่มา - reuters.com

พบโปรตีนต่อต้านไวรัสใหม่ในมนุษย์

ศูนย์วิจัยอณูการแพทย์ของวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ออสเตรเลีย (CeMM) ได้ประกาศการค้นพบเซ็นเซอร์ขนาดจิ๋วชนิดใหม่ในเซลล์มนุษย์ที่สามารถจดจำไวรัสที่ติดเชื้อและส่งสัญญาณเตือนไปยังร่างกาย งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ลงวารสาร Nature Immunology

โปรตีนที่ค้นพบใหม่นี้มีชื่อว่า AIM2 ซึ่งมีหน้าที่ตรวจตราในเซลล์ภูมิคุ้มกันมนุษย์และเมื่อพบกับดีเอ็นเอที่น่าสงสัยที่มีความเป็นไปได้ที่จะมาจากไวรัสหรือแบคทีเรียที่รุกราน ก็จะเกิดการกระตุ้นการหลั่งของโปรตีนสัญญาณ Interleukin-1 ซึ่งเป็นโมเลกุลเริ่มการอักเสบ (proinflammatory) มากระตุ้นสัญญาณต่อต้านการรุกรานทั่วทั้งร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของไข้และศูนย์กลางสื่อกลางของโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง ซึ่งการวิจัยนี้ได้จำแนกชิ้นส่วนกลางใหม่ของระบบป้องกันและต่อสู้เชื้อโรค

นักวิจัยตื่นเต้นกับโมเลกุลนี้มาก ซึ่งช่วยให้เข้าใจว่าร่างกายเริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนองการเริ่มต้นการติดเชื้อ ซึ่งอาจเร็วไปที่จะระบุแต่ในอนาคต AIM2 อาจนำไปสู่วิธีการขยายการปกป้องร่างกายของผู้ป่วยเมื่อต้องการในระหว่างการระบาดโรคอย่างรวดเร็วหรือการในขณะที่ภูมิคุ้มกันถูกกดไว้

ผลการศึกษาได้มาจากกลุ่มใหญ่ ซึ่งเป็นระบบค้นหาโปรตีนมนุษย์ที่จับกับโมเลกุลของเชื้อโรค ซึ่งในกลุ่มวิจัยอีก 3 แห่งได้จำแนกโปรตีนเดียวกันนี้และตีพิมพ์ในวารสาร Nature และ Science คู่่กันไป

ที่มา - sciencedaily.com

เอกสารอ้างอิง - Nature Immunology

Google

ผลประกอบการกูเกิล Q4 2008 รายรับเพิ่มแต่กำไรลด

กูเกิลแถลงผลประกอบการประจำไตรมาสที่สี่ของปี 2008

  • รายรับ (revenue) เพิ่ม 18% เมื่อเทียบกับ Q4 2007 และ 3% เทียบกับ Q3 2008
  • อัตราส่วนรายได้ระหว่างใน-นอกสหรัฐอยู่ที่ 50:50 พอดี
  • รายได้ส่วนใหญ่ยังมาจากโฆษณาบนเว็บของกูเกิลเอง (โต 22%) ส่วนโฆษณาบนเว็บคนอื่นอย่าง AdSense โต 4%
  • กำไรลดจาก 1,290 ล้านดอลลาร์ใน Q3 2008 ลงมาเหลือ 382 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสนี้ (ลด 68%) แต่ว่านี่เป็นการขาดทุนทางบัญชี เพราะว่าคิดรวมมูลค่าหุ้นของกูเกิลในบริษัทอื่นๆ ที่ลดฮวบไปด้วย (นั่นคือ AOL ที่เงินลงทุนของกูเกิล 2 หมื่นล้านเหรียญหายไป 3/4 ตามมูลค่าตลาด กับ Clearwire บริษัท WiMAX ที่มีปัญหามาตลอด)
  • ถ้าไม่คิดส่วนของมูลค่าหุ้นจุดนี้ กูเกิลมีกำไรประมาณ 1.6 พันล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

ตัวเลขที่น่าสนใจอื่นๆ ในงานแถลงนี้

  • โฆษณาที่กูเกิลยิงผ่าน T-Mobile G1 เลยหลัก 1 ล้านครั้ง (impression) แล้ว
  • Google Apps: ลูกค้าธุรกิจ 1 ล้านองค์กร, ผู้ใช้รวม 10 ล้านคน (3 ล้านคนมาจากภาคการศึกษา)
  • ทดลองวิธีการโฆษณาผ่านวิดีโอแบบใหม่ 3 แนวทาง ยังไม่มีวิธีไหนประสบผลสำเร็จมากนัก

เผื่อใครจะสนใจ ผมแปะสไลด์ของกูเกิลไว้ด้านในนะครับ

ที่มา - Google Investor Relations, TechCrucnh, New York Times

กฏหมายออนไลน์

กฏหมายป้องกันเด็กจากภัยออนไลน์ถูกคว่ำโดยศาลฎีกาสหรัฐฯ

เมื่อปี 1998 รัฐสภาของสหรัฐฯ ได้ผ่านกฏหมาย COPA หรือ Child Online Protection Act ที่มีเนื้อหาระบุให้เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมกับเด็กทั้งหมดต้องทำการป้องกันไม่ให้เด็กเข้าชมได้ ด้วยการใส่รหัสยืนยันอายุ

หลังการผ่านกฏมาย ก็เริ่มมีการต่อสู้เพื่อคว่ำกฏหมายฉบับนี้มาโดยตลอด เนื่องจากเชื่อกันว่าผิดต่อรัฐธรรมนูญข้อแรกของสหรัฐฯ ที่รักษาเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เพียงแค่ปี 1999 ศาลอุทธรณ์ก็มีคำสั่งหยุดบังคับใช้กฏหมายฉบับนี้ จากนั้นกฏหมายฉบับนี้ก็อยู่ในศาลมาโดยตลอดโดยไม่เคยถูกบังคับใช้อีกเลย จนกระทั่งเมื่อวานนี้เองที่ศาลฎีกาได้ออกมาพิพากษาให้กฏหมายฉบับนี้เป็นโมฆะอย่างเป็นทางการ

ทางสหภาพเพื่อเสรีภาพชาวอเมริกัน (ALCU - American Civil Liberties Union) ได้ประกาศชัยชนะในการต่อสู้ครั้งนี้ว่าเป็นชัยชนะที่ชัดเจนของสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก

นับแต่ผ่านกฏหมายมา กฏหมายฉบับนี้ไม่เคยถูกนำไปใช้งานจริงแม้แต่ครั้งเดียว

ที่มา - PC World

APPLE

แอปเปิลขู่ Palm Pre จะไม่ยืนเฉย หากโดนละเมิดสิทธิ


ระหว่างการรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกของปี นาย Tim Cook ตำแหน่ง COO ของแอปเปิลนั้นได้ออกมากล่าวเกี่ยวกับ Palm Pre อ้อม ๆ ว่า "เราจะไม่ยืนเฉยแน่ ในเมื่อมีคนมาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของเรา"

จากคำพูดที่ว่านี้ ค่อนข้างชัดเจนว่านาย Cook ได้กล่าวถึง Palm และนาย Jon Rubinstein ผู้ใหญ่ของ Palm ที่เคยทำงานกับแอปเปิลมาก่อน แม้ว่าเขาจะไม่ได้กล่าวถึง Palm ตรง ๆ ก็ตาม ...​ "ผมไม่ได้พูดเจาะจงถึงบริษัทไหน"

แม้ว่า Palm และผู้พัฒนากลุ่มใหญ่ที่เคยทำงานกับแอปเปิล ที่ถูกชักชวนโดย Jon Rubinstein ยังไม่ประกาศวันเปิดตัวของ Palm Pre แต่ดูเหมือนว่าแอปเปิลคงไม่นิ่งนอนใจอย่างแน่นอน

Cook ยังได้บอกอีกว่า "เราจะใช้อาวุธทุกอย่างที่เรามี" หากแอปเปิลรู้สึกว่าทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีของไอโฟนถูกละเมิดจริง

ที่มา - C|net

ปาล์มโต้แอปเปิล: ถ้าฟ้องเราก็มีหลักฐานพอเหมือนกัน


จากคำให้สัมภาษณ์ของ Tim Cook ผู้บริหารของแอปเปิลที่ขู่คู่แข่งว่าจะดำเนินการทางกฎหมายหากถูกละเมิดลิขสิทธิ์ (จริงๆ ก็ไม่ได้ระบุชื่อแต่ฟังแล้วก็รู้แน่ว่าคือปาล์ม) ที่ผ่านมา (ข่าวเก่าโดยคุณ infernohellion: แอปเปิลขู่ Palm Pre จะไม่ยืนเฉย หากโดนละเมิดสิทธิ) วันนี้ปาล์มก็ออกมาให้สัมภาษณ์โต้กลับแล้วครับ

คุณ Lynn Fox ซึ่งเป็นผู้แทนจากบริษัทปาล์ม ได้ให้สัมภาษณ์กับ All Things Digital ว่า

บริษัทปาล์มเองก็มีผลงานที่เป็นนวัตกรรมมานานแล้ว ซึ่งสามารถดูได้จากสิทธิบัตรที่บริษัทเคยจดเอาไว้ นอกจากนี้ทุกคนในวงการก็ทราบดีว่าปาล์มมีสิทธิบัตรพื้นฐานต่างๆ ที่เกี่ยวกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วย และถ้าปาล์มจะต้องถูกดำเนินการทางกฎหมายแล้ว เรามั่นใจว่าเราก็มีเครื่องมือเพียงพอเหมือนกันที่จะปกป้องตัวเราเอง

สงครามน้ำลายนี้ท่าทางจะไม่จบง่ายๆ แฮะ เอ้า.. สาวกปาล์มมาเชียร์กันหน่อย

ที่มา: All Things Digital via Engadget

netbook

เน็ตบุ๊กวันนี้: HP Mini 2140, HP Mini 1100, และ Dell Mini 10


วันนี้ข่าว Netbook เยอะเป็นพิเศษเลยขอรวบเป็นข่าวเดียวกัน

ข่าวแรกคือ HP Mini 2140 ที่จะมาแทน 2133 และใช้ Atom แทน VIA นั้นวางตลาดอย่างเป็นทางการแล้ว โดยคนที่อยู่ในสหรัฐฯ สามารถสั่งได้แล้วในวันนี้ ราคานั้นอยู่ในช่วง 499 ถึง 779 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ที่น่าสนใจคือผมหารุ่นที่เป็นจอ HD ไม่เจอ ทั้งที่ทาง HP เคยประกาศไว้ว่าจะมีให้เลือกทั้ง SD (1024x600) และ HD (1280x720)

แต่ถ้าให้เดาอย่างมีความหวังคือทางเว็บของ HP นั้นพิมพ์ผิด เพราะบางรุ่นนั้นไม่มีอะไรต่างกันเลย แต่ราคาห่างกัน 30 ดอลลาร์

ที่มา - HP

ข่าวต่อมาอาจจะทำให้คนซื้อ HP Mini 1000 ไปแล้วต้องช็อกเนื่องจากมีข่าวหลุดออกมาถึง HP Mini 1100 ที่ดูเหมือนจะเป็นการอัพเกรดยกตระกูล ซึ่งน่าแปลกใจมากเพราะ HP Mini 1000 นั้นเพิ่งวางตลาดได้ไม่กี่เดือนเท่านั้น

ข่าวที่หลุดออกมาเป็นเว็บข้อมูลซัพพอร์ตของทาง HP เอง ไม่มีข้อมูลใดๆ เพิ่มเติมนอกจากว่ามันน่าจะมีอยู่จริงเท่านั้น

ที่มา - HP

ข่าวสุดท้ายคือ Dell Mini 10 นั้นไปโผล่ที่อังกฤษแล้ว ด้วยราคาจาก Tesco คือ 349 ปอนด์ หรือประมาณ 486 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 17,000 บาท

ที่น่าสนใจคือภาพจากทาง Tesco นี้น่าจะเป็นภาพแรกๆ ที่เราเห็นกันของตัว Mini 10 ซึ่งเรียกได้ว่าน่าสนใจมาก เนื่องจากคีย์บอร์ดค่อนข้างเต็มขนาด คล้ายๆ HP

เว็บของ Tesco นั้นสับสนมาก โดยข้อมูลต่างๆ ไม่ตรงกับที่ทางเดลล์เคยออกมาประกาศไว้ เช่นซีพียูเป็น Z520 ทั้งที่เดลล์ประกาศเป็น Z530 หรือจอภาพเป็น SD แทนที่ HD เลยต้องลุ้นกันต่อไปว่าสเปคทั้งหมดผิดไปเอง หรือนี่เป็นรุ่นต่ำสุดของ Dell Mini 10 กันแน่

ที่มา - Engadget, Tesco UK

แอปเปิลยืนยัน ยังไม่สนตลาดเน็ตบุ๊คหรือโทรศัพท์ราคาถูก


มีข่าวลือออกมามากมายเกี่ยวกับการที่แอปเปิลอาจออกโทรศัพท์ขนาดเล็กและเน็ตบุ๊ค ในการรายงานผลประกอบการของแอปเปิลที่ผ่านมา แอปเปิลได้ออกมาสยบข่าวลือที่ออกมาก่อนหน้านี้แล้วครับ

Tim Cook ซึ่งเป็น CEO ชั่วคราวของแอปเปิลได้ให้สัมภาษณ์ว่า แอปเปิลไม่สนใจตลาดโทรศัพท์ระดับล่าง และตลาดระดับนั้นไม่ใช่สิ่งที่แอปเปิลจะยุ่งเกี่ยวด้วย เพราะแอปเปิลไม่ได้ต้องการยอดขายปริมาณมาก แต่ต้องการผลิตโทรศัพท์ที่ดีที่สุดในโลกต่างหาก

นอกจากนี้ Tim Cook ยังได้กล่าวเกี่ยวกับตลาดเน็ตบุ๊คอีกว่า ทางแอปเปิลเองก็กำลังมองตลาดส่วนนั้นอยู่ แต่ว่าอุปกรณ์ที่มีความเร็วต่ำ, ซอฟต์แวร์ที่ไม่ดี และจอแสดงผลที่คับแคบนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ นอกจากนี้เขายังกล่าวย้ำอีกว่า เน็ตบุ๊คในปัจจุบันวัดผลกันที่ฮาร์ดแวร์ แต่แอปเปิลเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญอยู่ที่ตัวซอฟต์แวร์มากกว่า

ที่มา: MacRumors.com, Wired

AMD

AMD ปรับแผน Fusion; ขายแผนก Mobile GPU ให้ Qualcomm


ข่าวแรกมาเงียบๆ คือในงาน CES 2009 ทาง AMD ได้ประกาศข่าว (ที่แทบไม่มีใครรู้) ว่าบริษัทจะปรับแผนการของ Fusion จากเดิมที่เป็น CPU + GPU ตรงๆ กลายมาเป็นหน่วยประมวลผลแบบมัลติคอร์ ที่เกิดขึ้นจากคอร์สำหรับงานทั่วไป (CPU) จำนวนหนึ่ง มาผสมกับคอร์สำหรับงานเฉพาะทาง (ไม่จำเป็นต้องเป็น GPU) อีกจำนวนหนึ่งแทน

การปรับแผนครั้งนี้สอดคล้องกับข่าวก่อนหน้านี้คือ ผลวิจัยพบว่าซีพียูมากกว่า 16 คอร์กลับทำให้ระบบช้าลง! โดยซีพียูในที่นี้หมายถึงหน่วยประมวลผลสำหรับงานทั่วไป (general-purpose) รายละเอียดอ่านได้จาก whitepaper บนเว็บไซต์ของ Fusion (ถ้าขี้เกียจอ่าน ในเว็บนี้ยังมี screensaver/wallpaper ของ Fusion ให้โหลดไปเล่นเท่ๆ ด้วยครับ)

เว็บไซต์ Ars Technica ยังมีการย้อนประวัติของ Fusion ตั้งแต่ AMD ซื้อ ATI ในปี 2006 และชี้ว่าปัญหาของแนวทางใหม่นี้ไม่ใช่ฮาร์ดแวร์ แต่เป็นซอฟต์แวร์ต้องมาปรับโค้ดให้เข้ากับหน่วยประมวลผลเฉพาะทางแต่ละชนิด ซึ่งคู่แข่งอย่าง NVIDIA ได้นำหน้าในตลาดนี้ด้วย OpenCL อยู่แล้ว

ที่มา - Ars Technica

อีกข่าวเกี่ยวกับ AMD เหมือนกันคือบริษัทได้ขายกิจการ GPU สำหรับโทรศัพท์มือถือ (ชิปตระกูล Imageon) ซึ่งเป็นกิจการที่ไม่ทำกำไรให้กับ Qualcomm แล้ว โดย AMD ให้เหตุผลว่าเพื่อให้บริษัทจะมุ่งเน้นไปยังกิจการที่ตัวเองถนัดต่อไป การซื้อขายครั้งนี้มีมูลค่า 65 ล้านดอลลาร์

ที่มา - AMD Press, Ars Technica

AMD ไตรมาส 4 ขาดทุนยับ 1.4 พันล้าน


ผลประกอบการไตรมาสที่สี่ของปี 2008 จาก AMD ขาดทุนรวม 1.4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งแย่กว่าที่นักวิเคราะห์ทางการเงินของวอลล์สตรีทคาดเอาไว้

AMD ขาดทุนติดต่อกันมา 9 ไตรมาสแล้ว โดยยอดขาดทุนสูงสุดอยู่ที่ 1.77 พันล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว (Q4 2007) สำหรับไตรมาส Q4 2008 รายรับลด 35% เทียบกับ Q3 2008

ถ้ารวมทั้งปีงบประมาณ AMD มีรายรับทั้งสิ้น 5.8 พันล้านดอลลาร์ ขาดทุนรวม 3 พันล้านดอลลาร์

สถานการณ์ด้านธุรกิจของบริษัทฮาร์ดแวร์ดูจะแย่กว่าซอฟต์แวร์มาก ก่อนหน้านี้อินเทลได้ประกาศผลประกอบการที่ย่ำแย่เช่นกัน (ข่าวเก่า) เพียงแต่อินเทลพื้นฐานเดิมดีอยู่เลยยังไม่ถึงกับขาดทุนเท่านั้น

ที่มา - CNET

iWork '09

สวนกระแส DRM ชุดโปรแกรม iWork '09 ไม่ต้องใส่ซีเรียลนัมเบอร์


จากเอกสารสนับสนุนการใช้งานจากแอปเปิล ผู้ที่ซื้อชุดโปรแกรม iWork '09 จากกล่องที่วางขายตามร้านไม่จำเป็นที่จะต้องป้อนเลขซีเรียลนัมเบอร์หลังจากติดตั้งโปรแกรมเสร็จแล้ว ซึ่งจะแตกต่างจากเมื่อก่อนที่ผู้ใช้งานจำเป็นที่จะต้องใส่หมายเลขซีเรียลนัมเบอร์เมื่อเริ่มใช้งานครั้งแรก

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ของแอปเปิล เพราะชุดโปรแกรม iLife และ Mac OS X เองก็ไม่ได้ต้องการให้ผู้ใช้ใส่ซีเรียลนัมเบอร์มาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะซอฟต์แวร์ทั้งสองนี้มักจะมาพร้อมกับเครื่องแมคที่ขายช่วงเวลาเดียวกับรุ่นซอฟต์แวร์นั้น ๆ อยู่แล้ว

แต่สำหรับ iWork นั้น เป็นชุดโปรแกรมที่ต้องซื้อแยกต่างหาก ความไม่จำเป็นที่จะต้องป้อนซีเรียลนัมเบอร์อาจจะเป็นการเพิ่มหรือส่งเสริมให้คนไม่ซื้อซอฟต์แวร์ลิขสิทธิจากแอปเปิลก็เป็นได้ แต่อีกมุมมองหนึ่งก็คือเป็นการเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าที่จ่ายเงินซื้อของแท้

ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ คนที่ดาวน์โหลด iWork '09 เวอร์ชั่น Trial มาแล้วต้องการอัพเกรดเป็นตัวเต็ม ยังจำเป็นที่จะต้องป้อนซีเรียลนัมเบอร์อยู่ หลังจากที่ได้จ่ายเงินออนไลน์แล้ว

นี่ถือว่าเป็นการสวนกระแสความต้องการของผู้ผลิตซอฟต์แวร์บางราย ที่เพิ่มมาตราการการป้องกันการละเมิดลิขสิทธิของลูกค้าโดยการยัดเยียด DRM เข้าไปในซอฟต์แวร์ของตัวเอง

คุณล่ะครับ คิดว่าวิธีนี้มันดีหรือเปล่า?

ที่มา - MacRumors

เตือนโทรจันแฝงใน torrent ของ iWork '09

มีรายงานเกี่ยวกับความปลอดภัยจากบริษัท Intego เกี่ยวกับโทรจันที่ถูกพบแฝงตัวมากับไฟล์ torrent ของ iWork '09 โดยโทรจันตัวดังกล่าวมีชื่อว่า OSX.Trojan.iServices.A ซึ่งเมื่อติดเข้าไปแล้วโทรจันตัวดังกล่าวจะพยายามติดต่อกับอินเทอร์เน็ตเองและมีอำนาจในการอ่าน, เขียน, รันโปรแกรมเทียบเท่ากับ root และนอกจากนี้โทรจันดังกล่าวยังพยายามดาวน์โหลดไฟล์บางไฟล์มาเพิ่มเติมอีกด้วย

โทรจันดังกล่าวจะอยู่ในแพคเกจที่ชื่อว่า iWorkServices.pkg เบื้องต้นพบว่ามีผู้ดาวน์โหลดไฟล์ torrent ที่มีโทรจันนี้ไปแล้วถึงกว่า 20,000 ราย สำหรับวิธีตรวจสอบเบื้องต้นทำได้จากการดูว่ามีรายการที่ชื่อ iWorkServices ใน /System/Library/StartupItems หรือไม่ และวิธีการแก้ไขเบื้องต้นสามารถดูได้จากที่ MacRumors

ใครใช้แมคแต่ยังใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนก็ระวังกันหน่อยนะครับ

ที่มา: MacRumors, Intego, MacWorld

Windows

ไมโครซอฟท์เลิกจ้างพนักงาน 5,000 คน

แล้ววิกฤติเศรษฐกิจก็ลุกลามไปถึงยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์ เมื่อบริษัทประกาศวันนี้ว่ามีแผนปรับลดพนักงานลง 5,000 คนภายในเวลา 18 เดือนนับจากนี้ โดยพนักงาน 1,400 คนจะถูกเลิกจ้างทันที และค่อยๆทยอยเลิกจ้างไปเรื่อยๆจนครบ 5,000 คนภายในเดือนมิถุนายนปีหน้า

โดยนาย Chris Liddell ซึ่งเป็น CFO ของไมโครซอฟท์ออกมายอมรับว่าเศรษฐกิจในไตรมาสที่ผ่านมาได้ชะลอตัวลงมากกว่าที่ไมโครซอฟท์คาดการณ์เอาไว้มาก และทางบริษัทจำเป็นต้องรีบปรับลดโครงสร้างค่าใช้จ่ายต่างของบริษัททันที่เพื่อลดผลกระทบให้น้อยที่สุด

การปรับลดพนักงานของไมโครซอฟท์ครั้งนี้ทางบริษัทคาดว่าจะสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านการจัดการได้ราวๆ 1.5 พันล้านดอลลาร์

ที่มา: CNN

Windows Mobile 6.5 "น่าจะ" ออกกลางปี 2009 นี้


DigiTimes ซึ่งเป็นสื่อในวงการอิเล็กทรอนิกส์ของไต้หวัน รายงานข่าวจากแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อว่า ไมโครซอฟท์จะเปิดตัว Windows Mobile 6.5 ในงาน Mobile World Congress ที่เมืองบาร์เซโลนา ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ และส่งมอบรุ่นจริงให้กับผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ได้ในช่วงกลางปีนี้

ส่วนตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือที่ใช้ Windows Mobile 6.5 จะเริ่มออกขายในไตรมาสที่สาม แต่ผู้ผลิตส่วนใหญ่น่าจะวางขายในไตรมาสที่รับคริสต์มาสมากกว่า

ถ้าย้อนดูประวัติการออก Windows Mobile ก็จะคล้ายกับรุ่นก่อนๆ คือประกาศต้นปีและขายกลางๆ ปี ไมโครซอฟท์ออก Windows Mobile 6.0 ในปี 2007 ตามมาด้วย 6.1 ในปี 2008 ส่วน Windows Mobile 7.0 ซึ่งว่ากันว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่เพื่อมาต่อกรกับสมาร์ทโฟนคู่แข่งในตลาด ก็คงต้องเป็นปี 2010 เลยทีเดียว

เว็บไซต์ wmpoweruser มีภาพหน้าจอของ Windows Mobile 6.5 ที่หลุดออกมาจากทางไต้หวันให้ดูกันครับ

ที่มา - DigiTimes, Electronista

ไมโครซอฟท์ออก MED-V รุ่นเบต้าให้ดาวน์โหลดกันแล้ว


ผู้ใช้ระบบปฏิบัติการวิสต้าหลายท่านคงเคยประสบกับปัญหาที่ว่า ไม่สามารถติดตั้งหรือรันโปรแกรมบางตัวได้บนวิสต้า แต่โปรแกรมเหล่านั้นกลับทำงานได้บนวินโดว์รุ่นเก่าๆ ซึ่งปัญหานี้อาจเป็นหนึ่งในหลายสาเหตุที่ทำให้ผู้ใช้กลุ่มหนึ่งถอดใจจากวิสต้าแล้วกลับไปใช้ Windows XP

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ไมโครซอฟท์ได้ส่ง Microsoft Enterprise Desktop Virtualization (หรือ MED-V) เวอร์ชัน 1 รุ่นเบต้าให้ดาวน์โหลดกันแล้ว โดย MED-V ใช้ความสามารถของ Microsoft Virtual PC ในการสร้างคอมพิวเตอร์เสมือน และผู้ใช้สามารถเลือกระบบปฏิบัติการวินโดว์เวอร์ชันเก่าสำหรับการทำงานของคอมพิวเตอร์เสมือนนี้ได้ (เช่น Windows XP หรือ Windows 2000) ทำให้คอมพิวเตอร์ของผู้ใช้สามารถรันวิสต้าและวินโดว์เวอร์ชันเก่าได้พร้อมๆกัน

คาดว่า MED-V รุ่นรีลีสจะออกภายในไตรมาสที่สองของปีนี้ ส่วนรายละเอียดของรุ่นเบต้าสามารถดูได้ที่เว็บของไมโครซอฟท์ (ต้องใช้ Live ID ถึงเข้าเว็บได้) ทั้งนี้ ท่านต้องกรอกแบบสอบถามก่อน ถึงจะดาวน์โหลด MED-V ได้

ที่มา - The Register และ Microsoft

[ข่าวลือ] ทีมพัฒนา Microsoft Flight Simulator โดนยุบ


หลังจากที่ไมโครซอฟท์เผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจจนทำให้ต้องปลดพนักงานพันกว่าคนในทันที (ข่าวเก่าโดยคุณ lawender: ไมโครซอฟท์เลิกจ้างพนักงาน 5,000 คน) แผนกที่โดนจับตามองว่าจะโดนปลดก่อนคือแผนกเกี่ยวกับเกมและเพลงที่ไปได้ไม่ค่อยดีนัก และแล้วเว็บไซต์ Gamasutra ก็เปิดเผยว่าทีมผลิตเกม ACES Studio นั้นต้องออกไปตามนโยบายครับ

ทีมดังกล่าวเป็นทีมที่พัฒนา Flight Simulator ซึ่งเป็นเกมจำลองการขับเครื่องบินที่ได้รับความนิยมมากจนได้รับการผลิตออกมาหลายรุ่น และมีประวัติย้อนหลังไปกว่ายี่สิบปี (รวมถึงเป็นที่โจษจันว่าเป็นเกมที่ผู้ก่อการร้ายใช้เพื่อฝึกการขับเครื่องบินชนตึกเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์เมื่อหลายปีก่อน) และทีมเดียวกันนี้เองที่เป็นผู้ผลิตเกมขับรถไฟ Train Simulator ที่ตั้งใจว่าจะออกภาคสองในปีนี้ด้วย

ยังไม่มีข่าวใดๆ จากไมโครซอฟท์เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวและอนาคตของเกมทั้งสอง

ที่มา: Gamasutra via Gizmodo

ไมโครซอฟท์ขยายเวลาดาวน์โหลด Windows 7


จากประกาศเดิมที่ทางไมโครซอฟท์จะยุติการให้ดาวน์โหลด Windows 7 ในวันนี้ ล่าสุดได้มีการประกาศขยายเวลาให้ดาวน์โหลดออกไปอีกจนถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ โดยผู้ที่เริ่มดาวน์โหลดในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ จะมีสิทธิ์ดาวน์โหลดต่อจนถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์

ส่วน Product keys นั้นสามารถขอและนำไปใช้ได้ตลอดจนจบช่วงทดสอบ ในขณะที่สมาชิกของ MSDN และ TechNet ยังสามารถดาวน์โหลด Windows 7 ได้จนจบช่วงทดสอบตามเดิม

ที่มา - Windows 7 Team blog via OSnews

OBAMA

รวมสถิติออนไลน์สำหรับพิธีสาบานตนของโอบามา

ถือเป็นงานใหญ่ของชาวอเมริกันในยุคอินเทอร์เน็ตเฟื่องฟูนะครับAkamai เจ้าพ่อด้าน CDN เปิดเผยข้อมูลว่าพิธีสาบานตนของบารัค โอบามา ทำสถิติมีคนใช้อินเทอร์เน็ตสูงที่สุดตลอดกาลเป็นอันดับที่ 5 โดยมีคนเข้าชม 5,401.250 คนต่อนาที (อันดับหนึ่งก็ไม่ใช่อื่นไกล เป็นคำประกาศชัยชนะของโอบามานั่นเอง) - Silicon Alley Insiderตัวเลขอีกตัวจาก Akamai บอกว่าปริมาณผู้ใช้อินเทอร์เน็ตตัวโลกพุ่งสูงขึ้น 54% ในช่วงเวลานั้น ส่วนในสหรัฐอย่างเดียวเพิ่ม 60% ถ้านับเป็นจำนวนสตรีมของวิดีโอที่ส่งผ่าน Akamai ส่งออกไป 7 ล้านสตรีมพร้อมกัน ถือเป็นสถิติสูงสุดของบริษัทFacebook จับมือกับ CNN โดยสร้างโปรแกรมพิเศษส่ง newsfeed ของ Facebook ผ่านทาง CNN ตัวเลขของ newsfeed ของโปรแกรมนี้เพิ่มจาก 200,000 ข้อความต่อชั่วโมงก่อนที่โอบามาจะทำพิธี มาเป็น 600,000 ข้อความ - New York Timesอัตราการ Twitter ต่อวินาทีเพิ่ม 5 เท่า ส่วนอัตรา Twitter ต่อนาทีเพิ่ม 4 เท่า กราฟมีให้ดูในเว็บบล็อกของ TwitterCNN บอกว่าส่งวิดีโอสตรีมไปทั้งหมด 18.8 สตรีม และช่วงที่โอบามาสาบานนั้นดูพร้อมกัน 1.3 ล้านสตรีม CNN ถึงกับต้องทำหน้าพิเศษเพื่อแสดงความยินดีให้กับคนที่จองที่ในสล็อตวิดีโอของ CNN ได้แน่นอนว่าเว็บไซต์วิดีโอออนไลน์ดังๆ ล่มกันถ้วนหน้า มีคนเก็บสถิติและพบว่าของสถานี CBS นั้นให้คุณภาพเยี่ยมที่สุดแถมเป็น HD ด้วย -BusinessofVideoปิดท้ายด้วยภาพถ่ายจากดาวเทียม GeoEye ขณะที่โอบามากำลังสาบานตน เห็นฝูงชนชัดเจน - VentureBeatที่มา - CNET

โอบามาได้รับอนุญาตให้ใช้ BlackBerry 

เป็นที่รู้กันในหมู่ผู้สนใจ gadget โดยเฉพาะจากฝั่งสหรัฐว่าประธานาธิบดีบารัค โอบามา นั้นเป็นแฟนประจำของ BlackBerry (ผมหาไม่เจอว่าใช้รุ่นไหนนะครับ) แต่สิ่งที่สำนักข่าวจำนวนมากตั้งคำถามมาโดยตลอดก็คือ โอบามาจะยังได้รับอนุญาตจากฝ่ายสืบราชการลับให้ใช้ BlackBerry ต่อไปหรือไม่เหตุผลสำคัญอันหนึ่งในเรื่องนี้ นอกจากเรื่องความลับทางราชการตามปกติแล้ว คือ BlackBerry ผลิตโดยบริษัท RIM ซึ่งอยู่นอกสหรัฐอเมริกา และข้อความที่ส่งผ่าน BlackBerry จะต้องวิ่งไปเข้าเซิร์ฟเวอร์เฉพาะของ RIM (ไม่มีข้อมูลว่า BlackBerry ของโอบามาส่งข้อมูลเข้าไปยังเซิร์ฟเวอร์ที่ไหน)ในวันสาบานตนรับตำแหน่ง โอบามายอมทำตามฝ่ายสืบราชการลับบอก คือให้เก็บ BlackBerry เอาไว้ที่บ้าน แต่วันถัดมาเขาตัดสินใจต่อสู้เพื่อใช้ BlackBerry ต่อไป และก็สำเร็จ โดยโฆษกของทำเนียบขาวบอกว่าโอบามาได้รับอนุญาตให้ใช้ BlackBerry ติดต่อกับคนสนิทได้จำนวนหนึ่ง และมาตรการรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติมได้ถูกใส่เพิ่มเข้ามาให้สำหรับงานลักษณะเดียวกันนี้ ทางการของสหรัฐมีเครื่อง PDA/Smartphone เฉพาะกิจซึ่งรับรองโดย National Security Agency อยู่จำนวนหนึ่ง เครื่องบางรุ่นที่ใช้กันเยอะหน่อยอย่างเช่น Sectéra Edge ของบริษัท General Dynamics ผู้ผลิตอาวุธและอุปกรณ์สำหรับภาครัฐ (ใช้ Windows CE และเข้ารหัสเสียงพูด) ถึงกับดังระเบิดในชั่วข้ามคืน เพราะมีข่าวเก็งกันว่าโอบามาอาจจะต้องใช้มือถือรุ่นนี้ที่มา - WSJ